การบ้านพ๊อกเก๊ตบุ๊ควิชาภาษาไทยของโรงเรียนไม่ยังไม่รู้วันแจ้งเกิดซักที
เป็นพ๊อกเก๊ตบุ๊คที่รวมโรคชนิดต่างๆที่บ่งบอกได้ว่าหากคุณเป็นโรคแบบนี้
"คุณมีสิทธ์เป็นเด็กสายศิลป์"
 
ให้มันเน่าคาคอมฯก็กระไรอยู่ เอามาปล่อยหน่อยละกัน
 

“Flash drive” แปลตรงตัวภาษาอังกฤษคือ

เร็วชั่วอึดใจ + การขับเคลื่อน = การขับเคลื่อนด้วยความเร็วชั่วอึดใจ

“Flash drive” แปลตามภาษาคนมีความรู้คือ อุปกรณ์หน่วยความจำที่ใช้ในการเก็บข้อมูลสัพเพเหระต่าง ๆ

 และสามารถถ่ายโอนข้อมูลด้วยเวลาเพียง 0.5 วินาทีเท่านั้น

คุณก็สามารถพกพาไฟล์งานของคุณไปได้ทุกที่และสะดวกสบาย 

เพราะถูกออกแบบให้มีขนาดยาวกว้างพอ ๆ กับนิ้วหัวแม่มือ สะดวกต่อการเสียบเข้าทุกซอกหลืบอย่างไร้ขีดจำกัด

มีหลายยี่ห้อ หลายรูปร่าง หลายขนาด และหลายหน่วยความจำ เป็นต้น

 

อาการ 

อาการที่พบโดยพื้นฐานของโรค Flash drivaholic นั้นคือ

ผู้ป่วยจะมี Flash drive ติดตัวตลอดเวลา

หากคุณลองตรวจค้นกระเป๋าดินสอของผู้ป่วย ก็จะพบว่ากระเป๋าดินสอเป็นที่เก็บ Flash drive ที่ไม่ต้องเปลืองเซลล์สมองหาที่เก็บเจ๋งๆแม้แต่น้อย

ซึ่งแต่ละท่านจะมี Flash drive กันอย่างน้อยสองชิ้นขึ้นไป

 และแสดงความเป็นเจ้าของได้ด้วยการหาที่ห้อยรูปตุ๊กตุ่นน่ารักและเป็นเอกลักษณ์ของผู้ป่วยแต่ละท่าน

แน่นอนว่า มีความหึงหวงของรักชิ้นนี้ราวกับเป็นอวัยวะที่ 33 ของตนเองเสียด้วย ยิ่ง Flash drive มีหน่วยความจำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งหวงมากเท่านั้น

ผู้ป่วยโรคนี้จะไม่แสดงอาการออกมายามปกติ

แต่จะแสดงอาการก้าวร้าวเมื่ออุปกรณ์ความจำสุดหวงนี้หายไปอย่างไร้ร่องรอยหรือบิดงอเพียงเล็กน้อย

และมีสิ่งอันไม่พึงประสงค์ที่รุกรานเข้ามาทำลายข้อมูลที่อยู่ใน Flash drive

 สิ่งเหล่านี้สร้างความบอบช้ำทางจิตใจของผู้ป่วยได้อย่างง่ายดาย และเป็นต้นเหตุของโรคอีกชนิดหนึ่งคือโรค destroybyvirus phobia

โรค destroybyvirus phobia

การแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่มีการรักษาหรือสร้างวัคซีนให้หายขาดจากโรคนี้ได้ เรียกได้ว่าเป็นโรคที่ถูกพัฒนาต่อจากโรค Flash drivaholic หรือเป็นระยะที่สองของโรคนี้นั้นเอง

อาการจะหนักกว่าผู้ป่วยโรค Flash drivaholic หลายเท่า เพราะผู้ป่วยจะเกิดอาการวิตกจริตยามที่ทำการเสียบ Flash drive กับคอมพิวเตอร์แปลกหน้าหรือรับข้อมูลที่ท่าทางไม่น่าไว้วางใจ

ผู้ป่วยจะใช้โปรแกรมดักจับสิ่งอันไม่พึงประสงค์หรือก็คือ “โปรแกรมฆ่าเชื้อไวรัสคอมพิวเตอร์” เพื่อทำการฆ่าเชื้อใน Flash drive ให้เป็นที่เรียบร้อยก่อนและหลังการใช้งาน

แต่มีเปอร์เซ็นต์ที่ไวรัสจะรอดหูรอดตาโปรแกรมดักจับนี้ไปได้มากเลยทีเดียว

ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องใช้โปรแกรมนี้ตรวจอย่างน้อยสามครั้งต่อหนึ่งการใช้งานและทำทุกครั้งที่เสียบเข้าคอมฯ

ไม่ใช่แค่ Flash drive ของผู้ป่วยเท่านั้นที่ต้องตรวจ

เมื่อ Flash drive ของผู้ป่วยท่านอื่นพยายามที่จะมีส่วนร่วมในคอมฯเดียวกันนั้น ผู้ป่วย(ที่เป็นเจ้าของ) ก็ต้องทำการฆ่าเชื้อ Flash drive ของท่านอื่นเช่นกัน อาจจะเพิ่มจากสามครั้งเป็นห้าครั้งเพื่อความสบายใจ

 

สาเหตุ 

ปัจจัยสำคัญของการเกิดโรค Flash drivaholic

เกิดได้จากลักษณะการทำงานของผู้ป่วยที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อยู่เป็นนิจ
โดยเฉพาะงานที่ต้องหาข้อมูลดิบจากเว็บไซต์และอาศัยโปรแกรมโคตรตระกูล Microsoft office โดยเฉพาะ Microsoft Word และ Microsoft PowerPoint
เพื่อทำรายงานโครงการและการนำเสนอความรู้ให้ทันตามกำหนดเวลา
ฉะนั้นการย้ายข้อมูลไปทำงานในคอมพิวเตอร์หลากเครื่องหลายที่สลับไปมา คือการรูปแบบทำงานที่มีสโลแกนว่า
ขอแค่มีคอมฯว่าง ไม่ว่าจะเป็นคอมฯห้องไอที คอมฯห้องพักครู หรือคอมฯเพื่อน ฉันก็ทำงานต่อได้

ยกตัวอย่างกรณีของกลุ่มนักเรียนที่ประจำอยู่ ณ ห้องม. 5/1 สายศิลป์ โรงเรียนรุ่งอรุณ

แทบทุกคนเป็นผู้ป่วยโรค Flash drivaholic กันหมด และมีสาเหตุมาจากรูปแบบการทำงานดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

นักเรียนทุกคนมีโอกาสที่จะแก้ไขงานค้นคว้าของตนให้เสร็จภายในสามชั่วโมงเพื่อนำไปส่งครู

อาจมีนักเรียนบางกลุ่มที่นำโน้ตบุ๊คของตนมาซึ่งสามารถนั่งทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องไปร่วมศึกแย่งคอมฯกับนักเรียนกลุ่มที่เหลือ

สถานที่ที่มีคอมฯให้นักเรียนยี่สิบกว่าคนได้ใช้พร้อมๆกันนั้น มีอยู่ที่ห้องพักครูสามเครื่อง ห้องสมุดแปดเครื่อง และห้องไอทีอีกหลายสิบเครื่อง ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์เลือกที่จะไปทำงานที่ไหนก็ได้

แต่ปัญหาที่ตามมานั้นอยู่ที่ว่าคอมฯที่เราจะไปยืมทำงานนั้น “ว่างให้ใช้หรือไม่?

หากมีเวลาจำกัดนั้นก็พยายามใช้เวลาที่เหลือทำงานเท่าที่จะทำได้

เมื่อหมดเวลาก็ทำการเสียบ Flash drive เพื่อย้ายงานไปทำที่คอมฯเครื่องอื่นต่อได้อย่างรวดเร็ว

พูดง่ายๆคือแค่มี Flash drive ก็สามารถออกลาดตระเวณไปทำงานได้ในทุกพื้นที่ที่มีคอมฯให้ใช้ รวมถึงเมื่อใช้การนำเสนอโดยการฉายสไลด์ขึ้นหน้าจอ ก็สามารถเสียบ Flash drive เข้าคอมฯหลักเพื่อฉายงานของตนได้อีก (ฆ่าเชื้อประมาณสามครั้งก่อนการใช้งาน)

ซึ่งเหตุการณ์จำพวกนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนเรียกได้ว่า นักเรียนทุกคนติดโรคนี้อย่างไม่รู้ตัวและเลี่ยงไม่ได้ซักราย

สำหรับโรค destroybyvirus phobia ที่พัฒนาต่อยอดมานั้น

ได้ฝังลึกเข้าไปในมันสมองนักเรียนกลุ่มนี้เมื่อมี “พาหะนำโรค” เกิดขึ้นภายในห้องเรียน

น่าแปลกที่นักเรียนเป็นพาหะนำโรคนั้นไม่ได้แสดงอาการต่อต้านหรือได้รับผลกระทบจากไวรัสที่แอบแฝงอยู่ในโน้ตบุ๊คหรือ Flash drive ของตนแม้แต่น้อย

แต่อาการผิดสำแดงจะไปเกิดแก่นักเรียนกลุ่มอื่นที่(โชคร้าย)ขอยืมโน้ตบุ๊คไปทำงานหรือฝากไฟล์งานไว้ใน Flash drive ของพาหะนำโรค

เมื่อนำไปใช้งานที่อื่น ก็จะพบสัญลักษณ์ขึ้นเตือนพบไวรัสทันที ซึ่งคอมฯที่ถูก Flash drive ติดเชื้อนั้นเสียบเข้าไปไม่ใช่แค่คอมฯส่วนรวม แต่เป็นคอมฯของเพื่อนร่วมห้องท่านอื่นเช่นกัน

แน่นอนว่าเกิดเป็นการระบาดขึ้นมาทันทีหากปล่อยให้เชื้อไวรัสติดค้างอยู่ในคอมพิวเตอร์และ Flash drive พร้อมจะแพร่เชื้อใส่คนอื่นไปทั่ว

ไวรัสไม่ได้เพียงแค่ทำให้การบ้านต้องที่นั่งทำดึกดื่นสูญหายเท่านั้น

แต่เป็นตราบาปที่แสดงถึงความไม่บริสุทธิ์ในตัวของ Flash drive นั้นเอง

เพื่อนทุกคนจะตีตราว่าคุณกำลังเป็นตัวแพร่เชื้อและไม่เอาคอมฯเข้าใกล้คุณจนกว่าคุณจะทำการฆ่าเชื้อไวรัสให้สิ้นซาก (หกครั้งทุกหนึ่งการใช้งาน)

 

วิธีรักษา 

นอกจากการใช้โปรแกรมฆ่าไวรัสแล้ว

การรักษาโรค Flash drivaholic ให้หายนั้นเป็นโรคที่วิทยาการการแพทย์ยังมิอาจหาทางรักษาได้เป็นเรื่องเป็นราว

เพราะหากยังมีการทำงานที่จะต้องใช้การถ่ายโอนข้อมูลเช่นนี้อยู่ โรค Flash drivaholic ก็ยังคงกำเริบต่อไปเรื่อยๆ

สำหรับการรักษาโรคที่ใช้ได้ผลเป็นครั้งคราวก็ขึ้นอยู่กับกรณีแต่ละกรณี

 

กรณีที่ 1 การใช้ “อีเมล์” ในการส่งงานก็ถือว่าเป็นวิธีที่นิยมกัน

เพราะสามารถเอาไฟล์งานที่อยู่ในเมล์นั้นออกมาได้โดยไม่ต้องอาศัยการเสียบ Flash drive

และไม่ถูกลบได้ง่ายๆ สามารถฝากงานให้เพื่อนได้ในระยะไกล แต่ถ้าไม่มีอินเตอร์เน็ตวิธีการนี้ก็ใช้ไม่ได้ผล

 

กรณีที่ 2 ยืม Flash drive ของเพื่อนคนอื่นใช้

ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีที่แสดงถึงความมีน้ำใจต่อการแบ่งปันเพื่อส่วนรวม ไม่ต้องไปหาซื้อเพิ่ม สามารถส่งงานเป็นกลุ่มได้ทีเดียว

แต่ถ้าหาก Flash drive เพื่อนติดเชื้อไวรัส ก็จะเกิดการแพร่เชื้อและอาการโรค destroybyvirus phobia จะกำเริบอีกครั้ง

 

กรณีที่ 3 เอาโน้ตบุ๊คส่วนตัวมาทำงานเอง ต่อเครื่องพิมพ์กับเครื่องฉายสไลด์เอง

เป็นวิธีการที่น่าจะใช้ได้ผลเพราะไม่ต้องไปยุ่งกับของของใครเลย

แต่ไม่เป็นที่นิยมเพราะราคาของ Flash drive นั้นย่อมเยากว่าโน๊ตบุ๊คเป็นไหนๆ

แถมมีสิทธิ์ติดไวรัสจาก Flash drive ของคนอื่นอีกซึ่งความเสียหายจะมากกว่า Flash drive เป็นที่สุด

 

กรณีที่ 4 ใช้วิธีการทุกกรณีที่ได้กล่าวไปร่วมกัน

เอายืมโน้ตบุ๊คที่บ้านมาใช้ ส่งงานทางเมล์ให้เพื่อนที่อยู่ห้องไอทีปริ้นท์ให้ และฝากเก็บไฟล์งานเข้า Flash drive ของเพื่อน

ทีนี้ก็จะมีงานตัวจริงอยู่ในโน้ตบุ๊คพร้อมกับสำรองอยู่ในเมล์และ Flash drive ของเพื่อนไว้เป็นที่เรียบร้อย หายห่วง

หรือถ้าไม่มั่นใจว่า Flash drive ของตนมีไวรัสหรือเปล่า ก็ให้ไปใช้โปรแกรมฆ่าไวรัสที่ห้องไอทีเช็คเป็นหนูทดลองก่อน

 

คำวินิจฉัย 

สรุปโดยรวมแล้ว หากคุณเกิดลักษณะอาการดังที่ได้กล่าวไปแล้ว มีแนวโน้มว่าคุณกำลังจะเป็นโรค Flash drivaholic โดยมีโรค destroybyvirus phobia ติดมาเป็นของแถม

 

  1. มี Flash drive ประจำตัวและติดตัวตลอดเวลา
  2. มีที่เก็บ Flash drive อยู่ตามกระเป๋าเล็กกระเป๋าน้อย หรือที่นิยมคือเก็บใส่กระเป๋าดินสอ
  3. บรรจงใช้และรักษาอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ข้อมูลหาย รวมถึงไม่ให้เกิดความเสียหายด้ายกายภาพด้วย
  4. มี Flash drive อย่างน้อยสองอันขึ้นไปต่อหนึ่งคน
  5. สามารถแบ่งประเภทไฟล์ที่อยู่ใน Flash drive ได้คือ รูปภาพ เพลง งาน คลิปวิดิโอ และเกม
  6. หน่วยความจำยิ่งเยอะยิ่งหลงใหล (โดยเฉลี่ยจะใช้ประมาณ 2GB มากที่สุดอาจจะ 16GB หรือมากกว่านั้น)
  7. Flash drive ติดไวรัส จะซึมไปสองวัน มีอาการโวยวายเป็นระยะ
  8. เริ่มวิตกจริตว่า Flash drive ของตนจะติดเชื้อไวรัสหรือไม่
  9. กดโปรแกรมฆ่าเชื้อไวรัสมากกว่าสามครั้งต่อหนึ่งการใช้งาน
  10. Flash drive หายที แทบลงแดงตาย

 

โรค Flash drivaholic ยังคงเป็นโรคที่แฝงไปกับการลักษณะใช้ชีวิตของผู้ป่วยที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก แม้จะเกิดอาการของโรค destroybyvirus phobia ขึ้นมาเป็นระยะ ๆ แต่สิ่งที่ยังคงทำให้ผู้ป่วยนั้นไม่ได้สติแตกไปเพราะโรคร้ายก่อนก็เพราะผู้ป่วยยังพอมีความสามารถในการปล่อยวาง ไม่ยึดติดกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกนี้มากเกินจำเป็นและเลือกหนทางการแก้ปัญหาได้ แม้ว่าจะไม่มีหนทางรักษาโรคนี้แต่หากคุณรู้จักเลือกใช้ให้ทุกวิธีและความไม่ประมาท คุณจะพบว่าโรค Flash drivaholic ไม่ใช่อุปสรรคแก่การใช้ชีวิตของคุณอีกต่อไป

 

แล้วคุณล่ะ? มีอาการเช่นนี้หรือเปล่า?

edit @ 15 Oct 2010 00:10:09 by กระต่ายกูโระ

Comment

Comment:

Tweet

ฉึก!!!!!!!!!!
เราเป็นโรคนี้แล้วล่ะ""";_;

#2 By red_maple on 2011-03-21 14:18

อ่า...ชอบแนวคิดเรื่อง flash drive อะครับ
เก๋ดี

ส่วนตัวพี่ไม่ชอบพก flash drive นะ
ชอบทำหายด้วย แก้ไขปัญหาด้วยการมีหนึ่งอันไ้ว้ที่ทำงานเลย

ส่วนงานเขียนอะไรต่างๆ ก็ส่งไปเก็บไว้ในอีเมล
กับใช้โปรแกรม dropbox เอา....

#1 By วิชัย... on 2011-01-03 11:09

Tags