[Fic] [gintama] SAKURA BIYORI #3

posted on 08 Jun 2011 23:19 by mwhikaru in MyFiction

ฉันนั่งเหม่อมองแมวกวักสีขาวตัวน้อยที่วันๆเอาแต่กวักมือเรียกลูกค้าได้ทั้งวัน เสียงที่ได้ยินอยู่ในหัวตอนนี้ก็มีเพียงแค่เสียงกวักดัง กริ๊ก... กริ๊ก...กริ๊ก... กับเสียงเข็มนาฬิกา ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก... พร้อมเพรียงอย่างเป็นจังหวะ

อากาศร้อนอบอ้าวในเดือนกรกฏาคมที่ใครๆต่างก็ไปเที่ยวทะเลหรือออกไปกินอะไรเย็นๆอย่างไอศกรีมหรือน้ำแข็งใส มีแต่ฉันเท่านั่นที่นั่งจุ้มปุ้กอยู่ในร้านขนมเนโกะยานางิคนเดียว...

ขออธิบายว่าคนเดียวในที่นี้คือ มนุษย์หนึ่งคนที่ยังคงต้องมานั่งเฝ้าร้านในขณะที่มนุษย์คนอื่นได้ออกไปลั่นล้าในช่วงวันหยุดพักร้อนจนหายหัวไปหมดทั่วพื้นที่

แม้ว่าท่านเจ้าของร้านจะกลับมาให้ฉันได้เห็นหน้าเหี่ยวๆของแกที่ร้านในสัปดาห์นี้ แต่สุดท้ายแกก็หายตัวไปพร้อมกับทิ้งสิงค้าใหม่และข้อความไว้ว่าแกจะหยุดพักฤดูร้อนไปเที่ยวกับเมียจ๋าที่วังมังกรซะหน่อย แค่นั้น...

 

ลุงแก่~! สุดท้ายฉันก็ต้องมาเฝ้าร้านคนเดียวต่ออีกเรอะเฮ้ย!

 

ความจริงฉันไม่ต้องมาที่ร้านก็ได้นี่นา ขนาดเจ้าของร้านที่แม้แต่ร้านก็ไม่มีดูแล ลูกน้องเจ้าของร้านก็อู้ได้เหมือนกันนะเฟ้ย อากาศร้อนอบอ้าวขนาดในร้านจะกลายเป็นเตาอบขนมปังถั่วแดงแบบนี้ ใครมันจะมาเฝ้าให้โง่~

บ่นไปก็งั้น เพราะสุดท้ายแล้วฉันก็มานั่งเปิดร้านต่อไป ทั้งๆที่มีเหตุผลให้อู้งานเป็นเข่งขนาดนั้น

คงเพราะว่าเราดันไปสัญญากับยามาซากิคุงให้พาคนที่ชอบมาที่ร้านเราสัปดาห์นี้ แถมเบอร์ติดต่อก็ไม่มี เวลาวันที่ก็ไม่ได้นัด สังเวชความง่าวของตัวเองอย่างแรงที่ไม่ถามให้เรียบร้อยก่อน นี่ก็มานั่งรอเป็นวันที่สามในสัปดาห์นี้แล้วนะเนี่ย

หลับหน้าร้านก็หลับไม่ลงเพราะมันร้อน ตอนนี้ก็ได้แต่จ้องน้องเหมียวกวักมือไปเรื่อยๆ เพื่อว่าจะมีเงินพ่นออกจากปากบ้าง แต่มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วนี่เนอะ...

 

“ไม่น่าลืมซื้อซีคิดส์ฉบับใหม่เลยแฮะ...” ฉันบ่นออกมาในที่สุด

 

ไม่มีคนพูดด้วยก็พูดกับตัวเองซะเลย

 

แต่ก่อนที่ฉันจะได้พูดกับตัวเองต่อ ใบหน้าจืดๆของพ่อหนุ่มยามาซากิในชุดเครื่องแบบสีดำขอบทองที่ฉันไม่เคยเห็นก็ลอยผ่านหน้าร้านมาให้เห็นซะที

 

“ชะอ้าว!? ยามาซากิคุง! นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว” ฉันร้องทักและรีบเตรียมน้ำชาให้ลูกค้าขาประจำทันที

 

“ขอโทษนะครับที่ไม่ได้นัดล่วงหน้าไว้เลย ผมเองก็พึ่งจะได้เลิกงานก็วันนี้แหละครับ แล้วก็ผมพามาแล้วนะครับ” เขายิ้มพร้อมกับชำเลืองมองข้างหลังของเขา ปรากฏว่า...

 

“คุณยามาซากิรู้จักกับเถ้าแก่เนี้ยร้านนี้หรอครับเนี่ย? ขนมปังแกงกระหรี่ของร้านนี้ผมว่าค่อนข้างใช้ได้เลยนะครับ”

 

เห้ย..........?

เด็กแว่นคนนั้น หน้าคุ้นๆอยู่นา...

 

“ร้านนี้เขาขายทั้งขนมญี่ปุ่นโบราณและร่วมสมัย แถมได้น้ำชาฟรีอีกด้วย ผมเลยคิดว่าชินปาจิคุงจะชอบที่นี่นะครับ แถมเถ้าแก่เนี้ยก็บอกให้ผมชวนคนมาเยอะด้วยแหละครับ”

 

เอ๊ะ................?

ฉันบอกให้ชวนมางั้นหรอ...

 

“ขอบคุณครับ ว่างๆผมจะลองพาท่านพี่มาที่นี่ด้วย แล้วก็คุณกินกับคางุระจังด้วย”

 

บทสนทนาของเด็กหนุ่มสองคนตรงหน้าดำเนินอย่างเรียบง่ายตามสไตล์เด็กม.ปลายสองคนมาหาอะไรกินหลังเลิกเรียนกวดวิชา

 

แต่ว่า......

แต่ว่า...........

 

“ยะ... ยามาซากิคู้ง~” ฉันกวักมือเรียกอันปังบอยท่าเดียวกับแมวกวักหน้าร้าน ทำไมรู้สึกเหมือนน้ำลายมันหนืดเต็มคอยังไงก็ไม่รู้ “เถ้าแก่เนี้ยอยากจะขอคุยด้วยซักประเดี๋ยว เออ... เรื่องของ... เอ.... สินค้าสั่งซื้อของนายน่ะ”

 

“อย่างนั้นหรอครับ? ถ้าอย่างนั้นผมของตัวซักครู่นะครับ ชินปาจิคุง” อันปังบอยหันไปบอกเพื่อนหนุ่มพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ในขณะที่เด็กหนุ่มใส่แว่นอีกฝ่ายก็ยิ้มตอบเช่นกัน

 

“ไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ ดูเหมือนฝ่ายคุณยามาซากิจะยุ่งมากกว่านะครับ”

 

“แฮะๆ ถ้างั้นรอแป๊บนึงนะ”

 

ฉันรีบพายามาซากิคุงออกมาที่หลังร้าน เพื่อที่จะได้คุยกันโดยบุคคลที่สามที่นั่งรอไม่ได้ยิน

 

“คือว่านะ... ยามาซากิคุง” ฉันเริ่มพูดคนแรกโดยพยายามพูดให้น้ำเสียงออกมาปกติที่สุด “คือว่าเด็กหนุ่มคนนั้นน่ะ... ใครอ่ะ? รู้สึกเหมือนกับว่าเขาเคยมาซื้อขนมปังแกงกระหรี่ที่ร้านฉันครั้งนึงด้วยนา”

 

หนุ่มแว่นหน้าเหี้ยมเมื่อครั้งก่อนที่แสดงความสามารถในด้วยการเอานิ้วชี้และนิ้วกลางจิ้มรูจมูกสิบโทเหมือนลูกโบว์ลิ้งค์ และการขว้างออกไปร่าวกับพุ่งหอก ได้เป็นใครใครก็จำติดตาได้ทั้งนั้นแหละ

 

“อ่อ ชิมุระ ชินปาจิคุงครับ เขาทำงานพิเศษอยู่ที่ร้านรับจ้างสารพัดกินจังในคาบุกิโจวครับ”

 

“ไม่ใช่ ฉันไม่ได้หมายถึงแบบนั้น คือฉันนึกว่านายจะพาคนที่นายชอบมาที่ร้าน แต่นี้นายเอาเพื่อนของนายมาแทนงั้นหรอ โธ่... ฉันก็นึกว่านายจะใจกล้าชวนสาวมาได้นะเนี่ย”

 

“สาว? ผมไม่ได้พูดถึงผู้หญิงแม้แต่นิดเลยนะครับ”

 

“ห๊า? ก็นายพูดถึงคนที่ชอบอยู่ไม่ใช่หรอ? ที่จะพามาร้านน่ะ.... เดี๋ยวก่อนนะ เราคุยเรื่องเดียวกันอยู่หรือเปล่าเนี่ย?”

 

เรื่องมันชักแปลกแล้วนา ยามาซากิคุง! แถลงไขมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!

 

“เถ้าแก่เนี้ยครับ...” เขาขมวดคิ้วและมองฉันด้วยสายตาที่ตรงไปตรงมาที่สุด “นี่เถ้าแก่เนี้ยไม่ได้คิดว่าคนที่ผมชอบไม่ใช่ผู้หญิงหรอ?”

 

“..........................................”

 

....นี่เถ้าแก่เนี้ยไม่ได้คิดว่าคนที่ผมชอบไม่ใช่ผู้หญิงหรอ?....

 

....คนที่ผมชอบไม่ใช่ผู้หญิง....

 

....ไม่ใช่ผู้หญิง....

 

ติ๊ก........ ต๊อก.........

ติ๊ก........ ต๊อก.........

ติ๊ก........ ต๊อก..........

 

“......................................................................................................................................................................................................... ก็ไม่ได้คิดนะสิเว้ย!!!!!!!!!!!!!!!!”

 

ผิดคาดวุ้ย! เรื่องแบบนี้ไม่เคยมีอยู่ในหัวซักนิดเดียว สรุปที่ผ่านมาตูผิดเองใช่มะ? ผิดเองใช่มะ?

 

ยามาซากิคุงที่หายตะลึงกับคำตอบของฉันแล้ว ก็รีบห้ามก่อนที่เด็กหนุ่มอีกคนที่รออยู่ในร้านจะจับสังเกตได้ “ใจเย็นๆก่อนได้ไหมครับ เถ้าแก่เนี้ย! เดี๋ยวชินปาจิคุงเขา...”

 

“ช่างหัวชินปาจิคุงนั้นก่อน! มาเคลียร์ให้รู้เรื่องบัดเดี๋ยวนี้เลย! ขอเรียบเรียงก่อนนะ วันนั้นนายมาเล่าเรื่องของคนที่นายชอบและขอคำปรึกษาเรื่องซื้อของขวัญวันเกิด ซึ่งฉันก็ตกลงช่วยนายพร้อมกับให้นายพาคนคนนั้นมาที่ร้านฉันอาทิตย์นี้”

 

 “ใช่ครับ”

 

“แต่! นายไม่ได้บอกฉันว่าคนที่นายชอบ ไม่ได้เป็นผู้หญิง ฉะนั้นฉันก็เลยเข้าใจว่านายกำลังมีความรักกับเด็กสาววัยแรกรุ่น”

 

“คงจะเป็นอย่างนั้นล่ะครับ”

 

“ฉะนั้น! เด็กหนุ่มใส่แว่นที่นายพามาที่ร้านวันนี้ก็คือตัวตนที่แท้จริงของคนที่นายชอบ โดยที่ฉันไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่ามันจะเป็นแบบนี้”

 

“ก็... ครับ” ว่าแล้วยามาซากิคุงก็ตีสีหน้าผิดหวังอย่างแรง “ผมนึกว่าเถ้าแก่เนี้ยจะรู้ดีซะอีก... เรื่องความรักแบบนี้”

 

“เฮ้ยๆ ไหงมาคาดหวังว่าฉันเชี่ยวชาญความรักแขนงนี้ได้ละห๊ะ?”

 

“เถ้าแก่เนี้ยไม่เคยเห็นหรอครับ? ตัวละครในหนัง การ์ตูน หรือสมาชิกบอยแบนด์ ที่มีชื่อเสียงไม่ก็เป็นที่ฮิตกันในหมู่หญิงสาว มักจะมีเรื่องความรักแบบ ว๊าย~ อย่างโดจินหรือฟิคชั่นขึ้นมาในเว็บบอร์ดอยู่บ่อยๆ โดยเปอร์เว็นต์ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เป็นคนเขียนโดจินและฟิค ว๊าย~  มักจะเป็นผู้หญิงไม่ใช่หรือครับ? ผมก็เลยนึกว่าผู้หญิงมักจะเชี่ยวชาญเรื่องแบบนี้ซะอีก”

 

“นี่นายเหมาเอาฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญไปด้วยหรอเนี่ยห๊า? ล้างหูฟังฟังไว้เลยนะ เรื่อง ว๊าย~ น่ะมันไม่ได้ถูกจำกัดไว้ที่ผู้หญิงซะหน่อย อีกอย่างไอ้ ว๊าย~ เนี่ย มันหมายถึง ว๊าย~ ยาโอย กับ ว๊าย~ ยูริ ได้ด้วย ดังนั้นไอ้เรื่องจิ้น ว๊าย~ ยาโอยมันไม่ได้ถูกแบ่งแยกว่าต้องเกิดขึ้นกับผู้หญิงอย่างเดียวหรอก เพราะผู้หญิงที่เสพ ว๊าย~ ยูริ ก็ยังมี อีกอย่างแม้แต่ผู้ชายเองก็มีทั้งที่เสพ ว๊าย~ ยาโอย กับ ว๊าย~ ยูริ เหมือนกัน แต่เพราะว่านายไปจำกัดอยู่ที่ว่า มีแค่ผู้หญิงที่เสพ ว๊าย~ ยาโอย และผู้ชายเสพ ว๊าย~ ยูริ มันก็เลยเป็นภาพพจน์ให้นายแบบนี้ไงล่ะ! อ่านะ มันไม่ผิดหรอกที่นายจะเข้าใจแบบนั้น เพราะแรกๆฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”

 

“โอ้โห ความรู้มีถึงขั้นนี้ไม่เรียกว่าผู้เชี่ยวชาญไม่ได้แล้วนะครับเนี่ย” ยามาซากิคุงเอ่ยปากชมพร้อมกับปรบมือให้อีกต่างหาก

 

สรุปตูพูดเรื่องอะไรอยู่วะเนี่ย....

 

เข้าเรื่องได้แล้วตูข้า! เดี๋ยวมันจะกลายเป็นการสัมมนาเรื่อง ว๊าย~  ซะงั้น

 

 “อย่าทำให้ฉันพูดผิดประเด็นได้ไหมเนี่ย กลับเข้าเรื่องๆ! ประเด็นที่ฉันจะบอกนายก็คือ ฉันไม่ได้คิดว่ามันจะลงเอยแบบนี้ ก็เลยแบบว่า ผิดคาดสุดหูรูดไปเลยล่ะน่ะ”

 

“ดูหน้าเถ้าแก่เนี้ยตอนนั้นก็รู้แล้วล่ะครับ ที่ผมมาถามเถ้าแก่เนี้ยไม่ใช่แค่เพราะว่าคนรู้จักมีแต่ผู้ชายหรือเถ้าแก่เนี้ยอาจจะเชี่ยวชาญเรื่อง ว๊าย~ หรอกนะครับ แต่เพราะผมเห็นว่าเถ้าแก่เนี้ยไม่ใช่คนคิดมากและเป็นกันเอง ก็เลยหวังว่าเถ้าแก่เนี้ยจะไม่มีอคติกับเรื่องแบบนี้”

น้ำเสียงและใบหน้าของยามาซากิคุงสลดลงทันตาเห็น “ผมเองก็รู้ดีว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับชินปาจิคุงมันไม่ใช่สิ่งที่ทุกๆคนสามารถยอมรับได้อย่างแท้จริง เออ... คงไม่ถึงขั้นอย่างว่าหรอกครับ แต่มันเป็นความรู้สึกกังวลว่ามันจะไประแคะระคายสายตาคนนอกนะครับ ผมเองก็อยากจะหาคนที่สามารถรับฟังและให้กำลังใจในเรื่องแบบนี้อย่างจริงใจเหมือนกันนะครับ”

 

“ถ้าอย่างนั้นนายจะเอาเรื่องนี้มาระบายกับฉันทำไมล่ะ คนที่นายต้องระบายความรู้สึกทั้งหมด คือเด็กคนนั้นไม่ใช่หรอ?”

 

คำถามของฉันทำให้เขาเงียบไปซักครู่ ก่อนที่จะสารภาพออกมา

 

“ผม... กลัวว่าชินปาจิคุงจะไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกันกับผมน่ะสิครับ ผมรู้แล้วว่าตัวผมรู้สึกอย่างไรกับเขา แต่ผมไม่รู้เลยว่าเขารู้สึกอย่างไรกับผม คือผมยังไม่คิดจะสารภาพรักหรอกนะครับ แต่ผมอยากจะให้ของขวัญวันเกิดแก่ชินปาจิคุงนั้นเป็นโอกาสให้ผมได้ทุ่มเทเวลาพร้อมกับแรงกายและแรงใจเพื่อเขาสักครั้งนึงน่ะครับ”

 

คราวนี้คนที่เงียบไปคือฉันเองที่ไม่สามารถที่จะเอ่ยปากปฎิเสธหรือคัดค้านคำพูดที่เต็มไปด้วยความอุตสาหะของเขาได้ซะแล้ว ฉันเดินหันหลังกลับเข้าร้านเพื่อเอาถ้วยน้ำชาไปให้ลูกค้าที่รออยู่โดยไม่ได้ปริปากอะไร

 

“ถะ... เถ้าแก่เนี้ยครับ?” ยามาซากิคุงถามเมื่อเดินตามฉันมาถึงหน้าร้าน

 

“คุยกันนานไปเดี๋ยวชิมุระคุงก็เหงาแย่เลยนะ ยามาซากิคุง เดี๋ยวฉันจะเตรียมสินค้าให้นายเอง วันศุกร์นี้ก็มาเอาที่ร้านได้ตั้งแต่เที่ยงเลยนะ” ฉันยิ้มและส่งถ้วยชาให้กับเขาและคนที่เขาพามาด้วย “ฉันไม่ขอรบกวนนายกับเพื่อนแล้วล่ะนะ อยากได้อะไรสั่งมาเลยเดี๋ยวฉันเตรียมให้ ระหว่างนี้อยากคุยอยากทำอะไรกันฉันไม่ว่าหรอก ใช้เวลาให้เต็มที่ได้เลยเพราะคนอื่นๆแถวนี้ไม่ใครนอกจากพวกนายแล้วล่ะ”

 

พ่อหนุ่มยามาซากิคุงอึ้งเล็กน้อย แต่เมื่อเข้าใจความหมายของฉันแล้ว เขาก็ก็พยักหน้ารับและนั่งลงข้างๆชิมุระคุงที่นั่งรอมานาน

 

“ดูเหมือนคุณยามาซากิจะงานยุ่งเหมือนกันนะครับ”

 

“ก็ไม่เยอะหรอกนะ ว่าแต่ชินปาจิคุงอยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า?”

 

“ถ้าอยากนั้นขอเป็นโมจินั้นละกันครับ คุณยามาซากิจะเอาอะไรหรือเปล่าครับ?”

 

“ถ้าอย่างนั้นผมขอแบบเดียวกับชินปาจิคุงก็แล้วกันนะครับ”

 

ฉันมองดูการสนทนาของทั้งสองอย่างเงียบๆ และพยายามปล่อยให้ทั้งสองได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆจนพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า แต่แม้ว่าแสงอาทิตย์เริ่มเลือนลางและท้องฟ้าภายนอกเริ่มมืดแล้ว ฉันยังเห็นได้ว่าภายในจิตใจของยามาซากิคุงในตอนนี้ยังคงสว่างไสว่อยู่ได้ต่อไป แม้เขาจะไม่รู้ว่าชิมุระคุงมีความรู้สึกอย่างไร แต่เพียงช่วงเวลานี้เท่านั้นที่เขาอยากจะสละเวลาส่วนตัวเพื่อคนที่เขาชอบ มันก็เท่านั้นเอง

Comment

Comment:

Tweet

Tags